เคทีซี-วีซ่าอินเตอร์ฯ ฉลองความสำเร็จแข่งขันเกมส์ธุรกิจ “VISA Global Challenge”


เคทีซี-วีซ่าอินเตอร์ฯ ฉลองความสำเร็จแข่งขันเกมส์ธุรกิจ “VISA Global Challenge”

นายระเฑียร  ศรีมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับนายสมบูรณ์ ครบธีรนนท์ ผู้จัดการวีซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล ประจำประเทศพม่าและไทย เลี้ยงฉลองแสดงความยินดีกับทีมงานจากเคทีซีที่ประสบความสำเร็จได้รับรางวัลที่ 6 ของโลกและเป็นทีมที่ได้รับคะแนนสูงที่สุดของประเทศไทย จากการเข้าร่วมการแข่งขันเกมส์ธุรกิจระดับโลกจัดขึ้นโดยวีซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล ภายใต้ชื่อโครงการ “VISA Global Challenge” ประจำปี 2556 ระหว่างเดือนสิงหาคม – ธันวาคม 2556 โดยการแข่งขันดังกล่าวเป็นการแข่งขันเกมส์ธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์ในหมวดธุรกิจบัตรเครดิตและบัตรเดบิต โดยมีองค์กรระดับโลกส่งทีมการตลาดเข้าร่วมแข่งขันทั้งสิ้น 144 ทีม จาก 44 ประเทศทั่วโลก
เกมส์ธุรกิจ “VISA Global Challenge” เป็นการแข่งขันที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยมีตัวแทนองค์กรระดับโลกเข้าร่วมแข่งขันรวม 44 ประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ บราซิล รัสเซีย อินเดีย ญี่ปุ่น และจีน รวมจำนวนทีมที่เข้าร่วมแข่งขัน 144 ทีม ผู้จัดได้แบ่งทีมทั้งหมดเป็นลีก (League)  ลีกละ 12 ทีม การแข่งขันจะจำลองสถานการณ์ของตลาดบัตรเครดิตและบัตรเดบิตของประเทศสมมุติ โดยแต่ละทีมที่เข้าร่วมแข่งขันจะต้องทำการวิเคราะห์ ประเมินสถานการณ์ ประเมินคู่แข่ง และทำการตัดสินใจโดยคำนึงถึงมุมมองด้านการตลาด (Marketing) มุมมองด้านการบริหารความเสี่ยง (Risk) และมุมมองด้านการจัดการโดยรวม (Operations) ให้มีความสอดคล้องและสร้างผลกำไรสูงสุด โดยแต่ละทีมจะต้องทำการตัดสินใจ 5 ครั้ง บนสถานการณ์จำลอง 5 ปี โดยทีมที่ชนะจะต้องสร้างผลกำไรสูงสุดให้กับบริษัทตลอด 5 ปีจากผลิตภัณฑ์บัตรเครดิตและบัตรเดบิตตามที่ได้รับโจทย์มา ทั้งนี้ เคทีซีได้ส่งทีมงานเข้าร่วมแข่งขันจำนวน  1 ทีม ประกอบด้วย นายทนิธิ์ อิสรินทร์ นายชัยพล กฤตยาวาณิชย์ นางสาวอภิวันท์ บากบั่น และนายสุวัฒน์ เทพปรีชาสกุล ซึ่งปีนี้เป็นปีแรกที่เคทีซีส่งทีมเข้าร่วมแข่งขัน และประสบความสำเร็จได้รับรางวัลที่ 6 ของโลก และอันดับที่ 1 ของประเทศไทยจากการแข่งขันดังกล่าว
ที่มาข่าว  khaosod.co.th
ข่าวเศรษฐกิจ , ,

‘ลอร์ด-สยม’ปลื้ม’คือหัตถาครองพิภพฯ’ฟีดแบกดี

“ลอร์ด-สยม” ปลื้ม “คือหัตถาครองพิภพจบสากล” กำลังใจล้น ส่งนักแสดงเลือดใหม่ 7 สีแจ้งเกิด

ผู้ ผลิตละครน้ำดีจากช่อง 7 สี “คือหัตถาครองพิภพจบสากล” ลอร์ด-สยม สังวริบุตร แห่งบริษัท ดีด้า วิดีโอ โปรดักชั่น จำกัด เผย สุดปลื้มได้ร่วมงานนักแสดงฝีมือเก๋า ป๊อก-ปิยะธิดา วรมุสิก, จักจั่น-อคัมย์สิริ สุวรรณศุข, เดวิด อัศวนนท์, เฟรช อริศรา วงษ์ชาลี พร้อมฝากให้กำลังใจ โตนนท์ วงบุญ, มิกค์ ทองระย้า, พรพรรณ สิทธินววิธ, ชินวุฒิ – อัปสรสิริ สองพี่น้องแห่งสกุล อินทรคูสิน เชฟฟานี่ อาวะนิค, ซอนญ่า สิงหะ, ปรัชญ์ ปรมิณ, กชกร ส่งแสงเติม ดาวรุ่งจากช่อง 7 สี ที่ทุ่มเทสุดตัวเดินตามรอยรุ่นพี่ และขอบคุณเหล่านักแสดงที่ต่างแสดงสปิริต จนทำให้การถ่ายทำผ่านไปอย่างราบรื่น “คือหัตถาครองพิภพจบสากล” ทางช่อง 7 สี กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น พร้อมกับกระแสตอบรับจากแฟนละครอย่างคึกคักทุกคืนวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เวลา 20.20 น. ทำให้ผู้กำกับการแสดงหนุ่ม สยม สังวริบุตร ถึงกับออกปากอยากทำประกันภัยรถยนต์ผ่านสื่อพร้อมฝากแนะนำเหล่านักแสดง

“ผมต้องขอขอบ คุณนักแสดงทุกๆ คนเลยครับ ที่ให้ความไว้วางใจมาร่วมงานกับเรา อย่าง ป๊อก เค้าไม่ได้แสดงละครมานานแล้วก็ตอบตกลงรับงานนี้ ทำให้เราได้ คุณหญิงศรี ในอีกแบบ ส่วนถ้าไม่ได้จั่นผมก็ไม่รู้ว่าจะมีใครเล่นในบทสะบันงา ได้ทุกวัยแบบนี้ ด้าน เดวิด ในบทคุณหลวงที่หลายคนหนักใจ เค้าตั้งใจและทุ่มเทมาก เข้ามาคุยทำความเข้าใจกับบทกว่า 2 ชั่วโมง แต่ที่ผมประทับใจคือเหล่าน้องๆ นักแสดงในรุ่นลูกๆ ทั้ง โตนนท์ พอลลี่ มิ้นต์ มิกค์ ซัน พิชยดนท์ แต่ละคนบอกว่าบทมากหรือน้อยไม่หวั่น เพียงแต่ได้รับเลือกมาแสดงในเรื่องนี้ก็ดีใจแล้ว และแต่ละคนก็ขอบคุณทีมงานกับทางช่อง 7 ที่ให้โอกาสได้ร่วมงานนี้ นอกจากนี้ ยังมีน้องใหม่อย่าง ชินวุฒิ กับ โซฟี่ ซอนญ่า หรือแม้แต่ กชกร ต่างมีอนาคตทางการแสดงที่น่าจับตามองไม่น้อยเรียนรู้ได้เร็ว แม้บางคนจะไม่เคยผ่านงานแสดงมาก่อน ยอมรับว่าเด็กรุ่นใหม่เก่งมาก หากได้รับการขัดเกลาเจียระไน เราจะมีเพชรน้ำงามประดับในวงการอีกมาก ฝากให้กำลังใจเด็กรุ่นใหม่ และติดตามฝีมือรุ่นเก๋าใน “คือหัตถาครองพิภพจบสากล” ทุกวัน ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เวลา 20.20 น. ด้วยนะครับ”

ที่มาข่าว  innnews.co.th

ข่าวบันเทิง , ,

30 ยังแจ๋วในแบบของ’เรน’

ตั้งตารอกันอย่างใจจดใจจ่อเลยทีเดียว สำหรับการกลับมาอีกครั้งของซูเปอร์สตาร์ ผู้มีนามว่า เรน แม้ก่อนหน้านี้ กระแสของนาย เรน อาจจะซาลงไปบ้าง เพราะไม่มีผลงานใดๆ ออกมาให้แฟนๆ ชื่นชม หลังจากที่ต้องเข้ากรมไปรับใช้ชาติถึง 2 ปี หากแต่ทันทีที่ เรน ปลดประจำการ แฟนเพลงต่างก็ตื่นตัวกับการกลับมาทวงบัลลังก์ความเป็นเจ้าแห่งเคป๊อปของ หนุ่มตี๋รายนี้กันทั้งนั้น  และ เรน ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เมื่อ “Rain Effect” ผลงานอัลบั้มใหม่ชุดที่ 6 ของเขา สามารถเข้าไปครองชาร์ตและนั่งในใจของแฟนเพลงได้เหมือนเคย

@ ทำไมต้องเป็น “Rain Effect”
เรน : “ เคยได้ยินเรื่อง “ทฤษฎีผีเสื้อขยับปีก” ไหมครับ แค่เพียงผีเสื้อขยับปีกเบาๆ อาจจะสร้างปรากฏการณ์ทอร์นาโดถล่มในอีกฟากหนึ่งของโลกก็เป็นได้ ผมเองก็อยากจะสร้างปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้นเหมือนกันครับ จึงออกมาเป็นชื่อ “Rain Effect” อย่างที่เห็น”

@ อยากให้พูดถึงเพลงในอัลบั้มนี้สักหน่อย
เรน : “ในผลงานชุดนี้ ผมรวบรวมเพลงไว้ทั้งหมด 10 เพลงด้วยกัน ในจำนวน 10 เพลงที่ว่านี้ เป็นผลงานการแต่งของผมเอง 9 เพลง ผมมีส่วนในการเขียนคำร้อง แต่งทำนองและกำกับเรียบเรียงเองเกือบทั้งอัลบั้ม  มีเพลงอยู่หลากหลายสไตล์ ทั้ง ฮิพฮอพ, อิเล็กโทรนิก, ละติน ป๊อป, บลูส์ ซึ่งบางเพลงเป็นเพลงในแนวที่ผมไม่เคยลองมาก่อนด้วยครับ”

@ ครั้งนี้ดูเหมือนว่าคุณจะไม่ค่อยโชว์เนื้อหนังมังสาซึ่งถือว่าเป็นซิก เนเจอร์ของคุณสักเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับผลงานชุดก่อนๆ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
เรน : “ผมคิดว่าผู้ชายในวัย 30 ปี มีเสน่ห์เย้ายวนในตัวเพียงพออยู่แล้ว โดยที่ไม่จำเป็นต้องถอดเสื้อผ้าโชว์ (หัวเราะ) ผมพยายามที่จะเน้นในเรื่องของดนตรีมากกว่าที่จะเน้นภาพลักษณ์อย่างที่แล้วๆ มาครับ”

@ เหตุผลที่ไม่ออกผลงานทันทีหลังจากปลดประจำการทหารคืออะไร
เรน : “หลังจากที่เจอปัญหารุมเร้า ถูกวิพากษ์วิจารณ์ เรื่องการปฏิบัติตนในระหว่างประจำการทหาร ผมก็เลยต้องการเวลา เพื่อที่จะคิดทบทวนถึงสิ่งต่างๆ ทั้งกับตัวเองและสื่อมวลชน กว่า 5 เดือนเต็มๆ หลังจากปลดประจำการ ผมคิดอะไรได้หลายๆ สิ่งหลายๆ อย่าง และคิดว่าตัวเองเติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างเต็มตัวเสียที”

@ การตกเป็นเป้าให้โจมตี คงทำให้คุณเครียดไม่น้อย
เรน : “ก็เครียดครับ แต่การโดนข่าวโจมตี ถูกวิพากษ์วิจารณ์ หรือถูกกล่าวหา ต่างก็เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตผมไปซะแล้ว ขอเพียงคนรอบข้างเข้าใจ และทราบความจริงเท่านั้นก็เพียงพอครับ”

@ คาดหวังกับผลงานอัลบั้มนี้มากน้อยแค่ไหน
เรน : “ผมไม่หวังว่าอัลบั้มชุดนี้จะประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม การถูกจัดตั้งให้อยู่ในระดับโลก เป็นอะไรที่เกินพอแล้วสำหรับผม ความสำเร็จอาจเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ความเป็นส่วนตัวที่อาจขาดหายไปตามระดับชื่อเสียงก็สำคัญไม่แพ้กัน ผมอยากให้ทุกอย่างอยู่ในระดับกลางๆ แค่อยากให้ทุกคนชื่นชอบเพลงและร้องตาม มองผมเหมือนเป็นเพื่อนหรือพี่ชายไม่ใช่ดารา-นักร้องระดับท็อปคลาส แค่นั้นพอครับ”

@ ความสัมพันธ์กับแฟนสาว คิมแตฮี เป็นอย่างไรบ้าง
เรน : “ความสัมพันธ์เราทั้งคู่ยังดีอยู่ครับ เราต่างก็ให้กำลังใจ และเชื่อใจกันและกัน เธอดูแลผมดีมากๆ ครับ”

น่าอิจฉา ผู้ชายวัย 30 อย่าง เรน จริงๆ มีเพียบพร้อมทุกอย่าง ทั้งแฟนสาวคนสวย ชื่อเสียง และเงินทอง อย่างไรก็ขอให้นาย เรน ประสบความสำเร็จอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ยันอายุ 40-50 เลยล่ะกันจ้า

ที่มาข่าว komchadluek.net

ข่าวต่างประเทศ, ข่าวบันเทิง , ,

พิสูจน์ความเป็น’อโณทัย’ถ่ายทอดจากใจ’แกงส้ม’

พิสูจน์ความเป็น ‘อโณทัย’ ถ่ายทอดจากใจ ‘แกงส้ม’ : บันเทิงวันเสาร์ เรื่อง… ณัฏฐิรา หลอดแก้ว ภาพ… วริศรา วุฒิกุล

ได้รับเลือกให้มารับบท “อโณทัย” ในละครเวที “เลือดขัตติยา เดอะมิวสิคัล” ที่เปิดแสดงไปตั้งแต่ปีที่แล้ว กระแสตอบรับมีทั้งบวกและลบ พร้อมทั้งมีคำถามมากมายตามมาว่า “แกงส้ม-ธนทัต ชัยอรรถ” เหมาะสมกับบท “อโณทัย 2013″ จริงเหรอ แล้วอะไรที่ทำให้หนุ่มดาวรุ่งพุ่งแรงคนนี้ปาดหน้าทุกคนคว้าบทนี้มาครองได้ วันนี้ “บันเทิง คม ชัด ลึก” จะพาไปเปิดตัวและเปิดใจ “อโณทัย 2013″ คนนี้กัน

อโณทัย 2013
000การมารับบทเป็นอโณทัย เป็นอย่างไรบ้าง

มีการพูดคุยกันมานานแล้วเป็นปี หลังจากที่ผมแสดงละครเรื่อง “บ่วงรัก” จบ ก็ได้ทราบว่าทางพี่บอย (ถกลเกียรติ วีรวรรณ) จะทำโปรเจกท์นี้ เขาก็มีการมาคุยว่า เขาอยากให้มาลองแคสในบทอโณทัย ซึ่งตอนนั้นเราทั้งกลัว ทั้งตื่นเต้น คือที่กลัวเพราะว่าละครเวทีมันยาก แล้วเราก็เป็นนักแสดงใหม่ มีผลงานละครมาแค่เรื่องเดียว เรารับรู้มาตลอด ว่าศาสตร์ละครเวที เป็นศาสตร์ที่มีความยาก และถือเป็นศาสตร์ชั้นสูงของการแสดง ส่วนของความตื่นเต้น มันเกิดจากที่ว่า เราได้มีโอกาสเล่นละครเวทีเรื่องนี้ เป็นบทที่เราเชื่อว่าไม่มีใครสักคนที่จะปฏิเสธบทนี้ได้ มันเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของเรา

000ได้ลองเล่นไปแล้วหลายครั้ง ความกดดันที่มีในตอนแรกลดลงไหม
ตอนแรกมันมีความเครียด ความกดดันทุกอย่าง เรากลัวสิ่งใหม่ แต่พอพี่ๆ นักแสดง และพี่ๆ ทีมงานทุกคนพร้อม ไปทัวร์เกาหลีราคาถูกความเครียดมันก็หายไป เพราะเรารู้สึก ว่าไม่ได้มีแค่เราคนเดียว ยังมีคนอื่นๆ ที่เขาช่วยกัน ละครเวทีเป็นเรื่องของการทำงานเป็นทีม ทำให้เกิดความรู้สึกสนุก รู้สึกถึงความเป็นครอบครัว เราสบายใจ มั่นใจ มีความสุข ที่ได้ทำมันออกมา ตอนแรกเรากังวล ว่าจะไม่มีใครมาดู แต่ตอนนี้ไม่ได้แล้ว ตอนนี้เราอยากแค่ทำการแสดงในทุกๆ รอบให้เต็มที่ มีสมาธิกับมันมากที่สุด เพื่อให้ทุกคนที่ทำงานร่วมกับเราไม่ติดขัด แล้วแสดงไปได้พร้อมๆ กัน

000ในเรื่อง “อโณทัย” เป็นทหารที่เก่งกาจ “แกงส้ม” ต้องไปเรียนรู้อะไรเพื่อมารับบทนี้ให้สมบูรณ์
เรียนรู้เยอะมาก เพราะบทอโณทัยค่อนข้างไกลตัวผม เราเป็นเด็กที่ใกล้กับทหารมากที่สุดก็คือ รด.(นักศึกษาวิชาทหาร) แต่การเรียน รด. เราสนุกสนานกับเพื่อนก็ไม่ได้จริงจัง แต่ในบทคือเป็นทหารจริงๆ หลักๆ เลยต้องไปอยู่กับพี่ๆ ทหารอากาศเข้าไปฝึกที่โรงเรียนทหารอากาศ ไปเรียนอยู่ประมาณ 3 เดือน เพื่อจะได้รู้ว่าทหารรู้สึกยังไง การเป็นทหารทำให้ได้ระบบความคิดที่เป็นระเบียบมากขึ้น มันช่วยให้ใช้ชีวิตง่ายขึ้น ไม่ยุ่งเหยิง เหมือนการมองภาพกว้าง แล้วเราจะแก้ไขอะไรได้ ซึ่งหากว่าไม่ได้ไปเรียนรู้เรื่องของการเป็นทหาร ผมจะไม่มีทางเข้าใจ ว่าอโณทัยเขารู้สึกยังไงที่ต้องเลือกระหว่างหน้าที่กับความรัก

000กระแสตอบรับที่ผ่านมา 13 รอบเป็นยังไงบ้าง
หลายๆ คนบอกว่าดีกว่าที่คาดไว้ ด้วยวิธีการเล่าก็แปลกใหม่ รวมไปถึงเนื้อหาที่เข้มข้นทั้งในแง่ของความรักและเหตุการณ์บ้านเมือง ซึ่งเมื่อได้ยินกระแสตอบรับ ทำให้นักแสดงและทีมงานทุกคนชื่นใจมาก แต่อย่างที่รู้ว่าทุกอย่างต้องมีสองด้าน กระแสตอบรับในเชิงลบก็มี แต่ผมเองเป็นพวกไม่ตามกระแสเท่าไหร่ ส่วนใหญ่คำติชมต่างๆ ที่รับมา ผมจะฟังจากพี่บอย (ถกลเกียรติ วีรวรรณ) พี่บอยจะบอกว่าเราทำดีหรือไม่ดี แต่ก็มีหลายๆ คนที่เข้ามาบอกกับผมว่า เขาตกใจ เพราะไม่คิดว่าเราจะเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ เพราะหลายๆ คนไม่คิดว่าเราจะมาเล่นบทนี้ได้

000คาดหวังไหม ว่าเราจะเป็นอโณทัยอย่างที่หลายคนวาดฝันไว้ได้
ไม่ได้คาดหวังอะไรเลยกับบทนี้ อย่างที่บอกว่าผมเชื่อว่ามีนักแสดงอีกหลายๆ คน ที่พร้อมจะเล่นบทนี้ เมื่อเราได้รับมอบหมายมาแล้ว เราก็ต้องเต็มที่ที่สุด จะมามัวคิดว่าเราจะเป็นอโณทัยได้ไหม คนจะชอบไหมไม่ได้แล้ว เพราะตอนนี้เราคืออโณทัยแล้ว และด้วยการสอนของพี่บอย ทุกอย่างที่ผ่านมา มันทำให้เราไม่ได้คาดหวังกับอะไร สิ่งเดียวที่คิด คือต้องทำให้ได้ดีที่สุด ซึ่งการทำงานตรงนี้ มันให้อะไรเราเยอะมาก มันคุ้มแล้ว ได้เรียนเยอะ ได้พัฒนาตัวเอง พี่บอยแฮปปี้ ทุกคนแฮปปี้ เราก็โอเคแล้ว เราไม่ต้องคิดว่าใครจะว่ายังไง เราทำงานตรงนี้ให้มันออกมาได้ตามที่ทีมงาน ทุกคนหวังไว้ก็โอเคแล้ว เพราะกว่าจะมาถึงขั้นตอนการแสดงจริง ผมผ่านอะไรมาเยอะมาก โดนดุ โดนว่า โดนจนไม่รู้จะบอกยังไง จนสุดท้ายเราจัดระเบียบความคิดตัวเองได้ กลับไปเปลี่ยนแปลงความคิดตัวเอง แล้วเราก็ได้รู้ว่าจุดมุ่งหมายของการทำงานนี้ว่าคืออะไร สอนชีวิตเราในเรื่องของมุมมอง ทัศนคติ มันเปลี่ยนไปเยอะ

000ละครเวทีเรื่องนี้รวมนักแสดงคุณภาพและประสบการณ์ชั้นเซียนทั้งนั้น แกงส้มถือว่าเป็นเด็กน้อยที่สุด รู้สึกยังไง
ตอนแรกที่ได้เห็นรายชื่อนักแสดง ที่จะมาเล่น ผมบอกเลยว่าขนลุก คือกลัว เราจะทำได้ไหม กลัวจะเป็นตัวถ่วงพี่ๆ เขาหรือเปล่า พอเข้าไปจริงๆ ทุกคนพร้อมจะให้คำแนะนำ ยิ่งพี่ๆ รุ่นใหญ่ทั้งพี่เอ๋ (ไพโรจน์ สังวริบุตร) พี่ต้อม (พลวัฒน์ มนูประเสิรฐ) พี่เจี๊ยบ (นนทิยา จิวบางป่า) และพี่ๆ อีกหลายคน ทุกคนดีมาก ทุกคนเขามาทำสิ่งที่เขารักกัน ทุกคนพร้อมจะแชร์ ทำให้เรารู้สึกว่า เรามีเท่าไหร่ เราทำเต็มที่ พวกพี่ๆ เขาเองก็เหมือนกัน ทุกคนทำเต็มที่ ซึ่งการแสดงละครเวที เป็นการแสดงสดต่อหน้า ข้อผิดพลาดของคนหนึ่ง จะเป็นข้อผิดพลาดของทั้งหมด เพราะฉะนั้นทุกคนจะช่วยเหลือกัน เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด มันเป็นการทำงานเป็นทีมเวิร์ก

ชีวิตเดอะสตาร์
0002 ปีกับการก้าวเข้ามาอยู่ในวงการ เป็นยังไงบ้าง

เรียกว่ายังไงดีล่ะ คือช่วงแรกๆ มันเป็นชีวิตที่มึนงง สับสนนิดหนึ่ง แต่ช่วงนี้ก็ดีขึ้น การได้มาทำงานใหญ่ ช่วยให้ไม่กลัวการทำงาน ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะมากกับก่อนหน้านี้และตอนนี้ มองย้อนกลับไป มองหาเพื่อนๆ ที่ยังเรียน เพื่อนๆ ยังทำอะไรตามแบบของวัยรุ่นอยู่ แต่เราต้องทำงานแล้ว มันกลายเป็นว่า เรามุ่งไปข้างหน้า ชีวิตเราไปข้างหน้าเร็วมาก พอมองกลับไปแล้ว รู้สึกว่าเราโชคดีนะ ที่ได้มีโอกาสเข้ามาทำงานตรงนี้ แล้วเราได้ทำงานเหมือนที่ผู้ใหญ่เขาทำ

000ปรับตัวเยอะไหมจากที่เป็นผู้ชายที่ชื่อ “แกงส้ม” มาเป็น “แกงส้ม เดอะสตาร์”
ปรับเยอะมากจริงๆ ทั้งความสับสน ว่าตกลงเราเป็นใคร เราทำอะไร เราต้องทำยังไงบ้าง ช่วงแรกมันจะงง ว่าทำแบบนี้มันได้หรือไม่ได้ จะงงไปหมด แต่พอเรารู้สึกว่า การที่เราอยู่ตรงนี้ สำหรับผมคือได้มาทำสิ่งที่ชอบ ไม่ใช่แค่ว่าเราพอใจฝ่ายเดียว แต่ยังมีคนที่รอชมผลงานของเราอีกมาก เราต้องทำให้เต็มที่ คนที่ดูเราเขาต้องได้คุณภาพอย่างที่เขาคาดหวัง เราเองก็โอเค เราพอใจแล้ว ทุกวันนี้เราโตขึ้น ความรับผิดชอบเรามากขึ้น มีวินัยกับตัวเองมากขึ้น

000มีคนบอกว่าการมาอยู่ตรงนี้ต้องแลกระหว่างชื่อเสียงกับความเป็นตัวเองและพื้นที่ส่วนตัวไปแกงส้มรู้สึกแบบนั้นไหม
สำหรับผมความเป็นตัวเองไม่เสีย แต่ความเป็นส่วนตัวเสียแน่นอน การที่เราจะเดินไปกินข้าวธรรมดาๆ อยากกินท่าไหน มันไม่ได้แล้ว เพราะกินๆ อยู่ แล้วเขาก็ขอมาถ่ายรูป แล้วด้วยสถานการณ์ ด้วยอะไรทุกอย่าง มันไม่ใช่แค่ว่าเราต้องทำตัวให้ดูดีอยู่ตลอดเวลา แต่เราต้องปรับให้ตัวเองโตขึ้นมากกว่า เพราะว่าเราจะมาเป็นเด็กๆ ไม่สนใจก็ไม่ใช่ มันก็ต้องดูแลตัวเองด้วย แต่เรื่องความเป็นตัวเอง ผมว่ามันแล้วแต่คนที่จะคิด ถ้าเรามั่นใจว่าเราทำดี ไม่เดือดร้อนใคร เราทำงานได้คุณภาพตามที่ผู้ใหญ่ต้องการ การมาอยู่ตรงนี้ต้องยอมรับให้ได้ว่าจะมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ แต่สุดท้ายแล้วงานจะเป็นตัวตอบโจทย์ตรงนี้เอง

000ว่ากันว่าการที่มาจากเวทีการประกวดที่ใช้การตัดสินด้วยการโหวต จะอยู่ในวงการยากกว่านักแสดงโดยปกติ เพราะมีฐานแฟนคลับที่ต้องดูแล
เรื่องนี้ผมว่าจริง เพราะว่าแฟนๆ เป็นหนึ่งกลุ่มที่เขาคอยสนับสนุนเรามาตั้งแต่วันแรกที่เราเข้ามา ถ้าวันนั้นเขาไม่สนับสนุน ไม่มีทางมีเราในวันนี้ มันเลยเป็นเหมือนดาบสองคม คือมีอะไรเขาก็จะพูดต่อกัน ซึ่งถ้ามันเป็นเรื่องดี เป็นเรื่องเกี่ยวกับงาน มันก็จะกระจายไปเร็วมาก แต่กลับกัน ถ้ามันเป็นเรื่องที่ไม่ดี เขาไม่ได้ตั้งใจที่จะบอกกัน แต่มันก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ที่เขาจะคุยกันเอง แล้วบางทีมันก็จะหลุดไปเยอะมาก มันก็เป็นอีกหนึ่งอย่าง ที่เวลาเราจะทำอะไรเราต้องระวัง แล้วเราต้องคิดว่า อันนี้คือแฟนคลับ ถ้าเกิดเขารู้เขาจะรู้สึกยังไง จะส่งผลกระทบกับเรายังไง มันต้องคิดอีกหลายขั้นตอน ซึ่งผมก็รู้สึกว่า มันก็เป็นเรื่องดี บางครั้งมันอาจจะมีความรู้สึกว่าทำไมมันเยอะจังเลย แต่ถ้าเกิดเราหนักแน่นในความเป็นเราไว้ แล้วก็ตั้งใจทำงาน ผมว่าสุดท้ายแล้ว แฟนคลับที่เขารักเราจริงๆ เขาก็จะอยู่กับเราเสมอ และสิ่งที่ตอบแทนเขาได้จริงๆ ก็คือคุณภาพงาน นี้คือการตอบแทนที่ดีที่สุดให้เขาในฐานะศิลปิน

รักแอบๆ
000พูดถึงเรื่องของหัวใจกันบ้าง ความรักของแกงส้มตอนนี้เป็นยังไงบ้าง

ตอนนี้ก็ไปเรื่อยๆ คุยกันเรื่อยๆ เราไม่ได้จริงจัง ตอนนี้งานเยอะมาก เราก็ดูๆ กัน สำหรับผมความรักมันต้องเจอคนที่เข้าใจกันจริงๆ เพราะผมทำงาน คืองานเยอะ เวลาก็ไม่มี แล้วถ้าต้องมางอแง คงไม่ไหว คงต้องดูไปยาวๆ

000การเป็น “แกงส้ม เดอะสตาร์” จะมีความรักกับใครสักคน มันเป็นเรื่องที่ยากไหม
ถามว่าการมีความรักยากไหม มันก็ไม่ได้ยาก แต่พอผมเริ่มมาทำงานตรงนี้ การจะมีใครสักคนเข้ามา มันมีองค์ประกอบหลายอย่าง เอาจริงๆ ผมขอแค่คนที่เข้าใจ แน่นอนการคบใครสักคนคือภาระที่เพิ่มขึ้น แต่ภาระนั้นต้องไม่ส่งผลกระทบกับงาน มันต้องเป็นภาระที่เรารู้สึกว่ามีความสุขมากกว่าความทุกข์ แต่ถ้าภาระนั้นก่อเกิดความทุกข์มากกว่าความสุข มันก็ไม่มีประโยชน์ที่จะคบกัน ของแบบนี้มันต้องให้เวลากับมัน

000งั้นถามปิดท้ายเลยแล้วกันว่าความสัมพันธ์กับ “ดาร์ลิ่ง” อารดา อารยวุฒิ อยู่ในฐานะของคนที่กำลังศึกษาดูใจกันหรือเปล่า
เป็นคนที่คุยกันไปเรื่อยๆ อย่างที่บอกว่าเราก็คุยกัน ซึ่งไม่ได้รีบร้อนอะไร ผมอยากเจอคนที่เข้าใจจริงๆ ถ้ารีบร้อนแล้วสุดท้ายก็เละ คงไม่ไหว ต้องดูกันไปเรื่อยๆ ผมเพิ่งอายุ 21 ปีเอง งานตรงนี้ก็หนักมากสำหรับคนอายุเท่านี้ ถ้าการเพิ่มภาระมันทำให้ความทุกข์เกิดมากกว่าความสุข ฉะนั้นก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร

          เขาคนนี้แหละ “อโณทัย 2013″

…………………………………

หนุ่มคนนี้ชื่อ : “แกงส้ม” ธนทัต ชัยอรรถ
เกิด : 30 มีนาคม พ.ศ. 2535
การศึกษา : กำลังศึกษาอยู่ที่สถาบัน SAE ประเทศไทย กรุงเทพมหานคร สาขา Sound Engineering
ผลงานที่ผ่านมา : รองชนะเลิศ “เดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาวปี 8, ละครเรื่องแรก “บ่วงรัก” ทางช่อง 5, อัลบั้มเพลง “Kangsom 24.7″
ผลงานล่าสุด : รับบท “อโณทัย” ในละครเวที “เลือดขัตติยา เดอะมิวสิคัล”

ที่มาข่าว komchadluek.net

ข่าวบันเทิง , ,

สัมผัสอากาศเย็นบนดอยอินทนนท์

การเดินทาง สู่เชียงใหม่ ช่วงฤดูเหมันต์ หลีกหนีอุณหภูมิความร้อนทางการเมือง ในกรุงเทพฯ ที่ค่อนข้างร้อนระอุ ไปสักพัก

ทริ ปการเดินทาง สู่เชียงใหม่ ช่วงฤดูเหมันต์ จุดประสงค์หลักๆ คือ ต้องการหลีกหนีอุณหภูมิความร้อนทางการเมือง ในกรุงเทพฯ ที่ค่อนข้างร้อนระอุ ไปสักพัก  โดยมีเวลาเตรียมตัวแพ็คกระเป๋า เพียงแค่คืนก่อนเดินทางเท่านั้น ทุกอย่างจึงต้องรีบรนไปเสียทุกอย่าง

การเดินทางของเรา เริ่มต้นขึ้น ในช่วงค่ำของวันที่ 4 ธ.ค. 2556  จากสถานีขนส่งหมอชิต ด้วยรถทัวร์ปรับอากาศ กรุงเทพ-เชียงใหม่ ถึง สถานีขนส่งอาเขต 06.00 น. ของวันที่ 5 ธ.ค. ตรงกับวันพ่อ พอดิบพอดี  อากาศยามเช้า ในตัวเมืองเชียงใหม่ ก็ค่อนข้างเย็นๆ แต่ไม่ถึงกับหนาวมาก แค่เสื้อกันหนาวบางๆตัวเดียวก็เอาอยู่  จากนั้นเราก็ เช็คอินท์ โรงแรมที่จองไว้ ใกล้กับสถานีขนส่งอาเขต เพื่อนำกระเป๋าสัมภาระ ไปเก็บไว้ ก่อนจะอาบน้ำ แต่งตัว ไป จองรถ จยย. เพื่อความคล่องตัวในการเดินทาง ไปสถานที่ท่องเที่ยว สถานที่ต่างๆ ในเมืองเชียงใหม่
จุดแรกที่ เราต้องไม่ลืม เมื่อเดินทางมาถึงจังหวัด เชียงใหม่ นั่นคือ การเข้าสักการะ องค์พราตุดอยสุเทพ ไม่เช่นนั้น  เรียกว่ามาไม่ถึง  สำหรับเส้นทางขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร  ค่อนข้างที่จะลดเลี้ยว เคี้ยวคด แต่ด้วยความที่ แว้น จยย.ไป ก็ทำให้สามารถซอกแซก ไปได้ง่ายขึ้น ช่วงเวลาที่เราไปเที่ยว เป็นวันหยุด จึงมีความหนาแน่น ของมวลมหาชน อยู่พอสมควร  และก่อนขึ้นไปนมัสการองค์พระธาตุ ต้องไม่ลืม นมัสการครูบาศรีวิชัย ตั้งอยู่ทางขึ้นองค์พระธาตุ สำหรับ ครูบาศรีวิชัย เป็นนักบุญแห่งล้านนา เป็นผู้ที่เคารพศรัทธาของชาวเชียงใหม่และประชาชนโดยทั่วไป  เพราะเมื่อไปอ่านประวัติของครูบาศรีวิชัย ทราบว่า เป็นผู้ริเริ่มชักชวนให้ประชาชนชาวเหนือร่วมกันนสร้างถนนจากเชิงดอยขึ้นไปสู่วัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ โดยเริ่มลงมือ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2477 แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2478 รวมระยะทาง 10 กม. ดังนั้นผู้ที่จะขึ้นดอยสุเทพมักจะแวะนมัสการอนุสาวรีย์ของท่านเพื่อความเป็น ศิริมงคล
วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร  เป็นอารามหลวง ชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่บนยอดดอยสุเทพ เป็นหนึ่งในวัดที่มีความสำคัญมากที่สุดของจังหวัดเชียงใหม่ ถึงขั้นนำมาเป็นส่วนหนึ่งของคำขวัญประจำจังหวัดเชียงใหม่กันเลยทีเดียว เชื่อว่า หลายคนคงได้อ่านประวัติความเป้นมากันบ้างแล้ว ดังนั้นคงไม่ต้องอธิบายให้มากความนัก  สำหรับพระธาตุดอยสุเทพ ในความรู้สึกของเรา ชอบที่ทางวัด เคร่งครัดให้ชาวพุทธและนักท่องเที่ยว ให้ความเคารพกับสถานที่ด้านการแต่งกาย หากนุ่งสั้นเสมอหู (ซึ่งก็เป็นสิ่งไม่สมควรอย่างยิ่ง เมื่อเข้าโบราณสถานทุกแห่ง) ขึ้นมาสักการะ องค์พระธาตุฯ คงต้องถูกจับแต่งกายใหม่ ด้วยการใส่ผ้าถุงแบบฉบับของชาวล้านนา
วันที่เราไปนมัสการองค์พระธาตุฯ มีนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ให้ความสนใจ เข้ามาเที่ยวชม และถ่ายรูปกันอย่างเนืองแน่น และหนาตามาก เนื่องจากเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์  แต่จุดที่สะดุดตา และ น่าสนใจสำหรับเรา คือ จุดที่ พุทธศาสนิกชน เข้าไปทำบุญขอพร และทำสังฆทาน จะมีพระสงฆ์ อยู่ท่านนึง จะคอยรับกิจนิมนต์ ให้พร แต่ที่แฝงไปด้วยมนต์เสน่ห์แห่งความประทับใจ คือหลวงพ่อรูปดังกล่าว สามารถให้พร ได้หลายภาษา ทั้งไทย อังกฤษ จีน เกาหลี และญี่ปุ่น คนที่ได้ฟังการให้พร จะแอบยิ้มกันเป็นทิวแถว แล้วนึกในใจว่า อืมนะ พระสงฆ์ไทย เก่งไม่แพ้ชาติใดในโลก
หลังจากใช้เวลาอยู่บนพระธาตุดอยสุเทพ ได้สักพัก เราก็ออกเดินทางกันต่อ ด้วย รถ จยย. คู่ใจ มุ่งหน้าไปยัง ดอยปุย และ ขุนช่างเคี่ยน ระยะทางห่างจากดอยสุเทพ ประมาณ 10 กม. แต่เราเลือกที่จะมุ่งหน้าไปยัง ขุนช่างเคี่ยน ที่เสียงลือเสียงเล่าอ้างถึงดอกนางพญาเสือโคร่ง หรือ ดอกซากุระ เมืองไทย ว่างดงามตระการตา สีชมพู ดาษดื่นตลอดแนวเส้นทางและขุนเขา  แต่เมื่อไปถึงขุนช่างเคี่ยน ก็ต้องผิดหวัง เพราะดอกพญาเสือโคร่ง ยังไม่ออกดอก แต่กำลังเตรียมการออกดอก คาดว่าในอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้าเมื่อมุ่งหน้ามาถึงขุนช่างเคี่ยน ด้วยเส้นทางที่ ค่อนข้างจะทุลักทุเล เส้นทางแคบ รถยนต์แทบจะขับสวนกันยากมาก  เราจึงไม่อยากย้อนกลับเส้นทางเดิมทางดอยสุเทพฯ และอยากมุ่งหน้าหาเส้นทางออกใหม่ เพราะชาวบ้านที่ขับรถผ่านไปมา บอกว่า สามารถ ออกทาง บ้านห้วยตึงเฒ่า อ.แม่ริม ได้  เมื่อพินิจพิจารณา คำนวนเส้นทาง ห้วงเวลา และตรวจสอบระดับ น้ำมันใน จยย. คู่ใจ แล้ว คิดว่า น่าจะพอลุ้น เราจึงเดินทาง กันต่อ จากขุนช่างเคี่ยน มุ่งหน้า ห้วยตึงเฒ่า  เพราะเข้าใจไปเองว่า ใช้เวลาไม่นานนัก แต่ยิ่งเดินทางต่อ ก็พบว่า เส้นทางทุลักทุเล กว่าเดิม คดเคี้ยว เลี้ยวลด  และไม่ค่อยจะมีป้ายบอกทาง นานๆ จึงจะเจอรถยนต์ ขับสวนมาสักคันนึง ประกอบกับอากาศในป่า ยิ่งเข้าไปลึกๆ ป่ายิ่งสมบูรณ์ และอากาศเย็น ช่วงแรกก็เริ่มถอดใจ ว่า อยากย้อนกลับทางเดิม แต่บังเอิญไปเจอ กลุ่มนักท่องเที่ยวที่ปั่นจักรยาน วิบาก ให้ข้อมูลว่า ขับออกไปอีกไม่ไกล จะเจอด่านตรวจห้วยตึงเฒ่า ก็ขับออกเส้นทางปกติ เข้า อ.แม่ริม มุ่งหน้าเข้าตัว อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ได้ เราจึงลุยกันต่อ ก็พบด่านตรวจ และ มาสะดุดตากับนาข้าวของชาวบ้านในละแวกนั้น ที่กำลังเหลืองอร่ามยิ่งสะท้อนกับแสงแดดยามพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว ยิ่งสวยงามเหมืองทุ่งรวงทอง ยังไง ยังงั้น เราจึงไม่พลาดที่จะเดินลงไปถ่ายภาพความสวยงามของทุ่งข้าวไว้เป็นหนึ่งในภาพ แห่งความทรงจำ และเดินทางมุ่งหน้ากลับเข้าตัวเมืองเชียงใหม่ ด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งตื่นเต้น สนุกสนาน เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ อยากแนะนำต่อ สำหรับคนที่ชอบการเดินทางที่ตื่นเต้น
เช้าวันที่ 6 ธ.ค. เราออกเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ มุ่งหน้า ดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ด้วย ระยะทางห่าง  ประมาณ 80 กม. ด้วย รถ จยย. คู่ใจคันเดิม การเดินทางของเราครั้งนี้ เป็นการ วอล์คอินน์  โดยการไปสุ่มหาที่พักเอาดาบหน้า  เมื่อขับมาถึง แม่กลางหลวง ซึ่งเป็นหมู่บ้านของชาวเขาเผ่า ปกากะญอ สถานที่ซึ่งเมื่อ 5 ปีก่อน เราเคยมาพักครั้งหนึ่งแล้ว จึงแวะลงไปสอบถามหาที่พัก ปรากฎว่าเต็มทุกรีสอร์ท จึงตัดสินใจ เลือกที่จะนอนเต้นท์ เพราะมีเครื่องทำน้ำอุ่นไว้ให้บริการ  เพราะขนาดว่า เวลา ประมาณ 15.00 น. ที่ แม่กลางหลวง ยังเย็นได้ใจมาก ช่วงค่ำ ถ้าไม่มีน้ำอุ่น คงไม่ต้องอาบน้ำกันล่ะเมื่อติดต่อเรื่องที่พักที่ หมู่บ้านแม่กลางหลวง อ.จอมทอง ได้เสร็จสรรพ เราก็ เก็บสัมภาระ  เรียบร้อย ก็มุ่งหน้า ขึ้นดอยอินทนนท์ เพื่อสัมผัสกับอากาศเย็น นมัสการ กราบไหว้ พระมหาธาตุคู่พระบารมี (นภเมทนีดล,นภพลภูมิสิริ) ณ ดอยอินทนนท์  และ เก็บภาพบรรยากาศ พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า  ซึ่งภาพบรรยากาศพลบค่ำอาทิตย์ตกระยะทางห่างจาก หมู่บ้านแม่กลางหลวง ประมาณ  28 กม.  เส้นทางมุ่งหน้าขึ้นยอดดอยอินทนนท์ นั้น  ค่อนข้างจะคดเคี้ยว และมีรถสวนทาง ตลอดเส้นทาง และช่วงโค้งหักศอก ต้องบีบแตร ส่งสัญญาน เพื่อให้อีกฝ่ายทราบว่า กำลังจะมีรถสวนทางมา นอกจากนี้  เส้นทางที่จะไปดอยอินทนนท์ ค่อนข้างที่จะเย็น เรียกได้ว่า หนาวมาก เราหยุดการเดินทางไว้ที่ พระมหาธาตุนภพลภูมิสิริและพระมหาธาตุนภเมทนีดล   ซึ่งประดิษฐาน บนกิโลเมตรที่ 41.5  สร้างขึ้นโดยกองทัพอากาศ  โดยพระมหาธาตุเจดีย์นภเมทนีดล สร้างถวาย “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบเมื่อปี พ.ศ. 2530  และพระมหาธาตุเจดีย์นภพลภูมิสิริ สร้างถวาย “สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ” เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบเมื่อปี พ.ศ.2535  โดยการเข้าชมพระมหาธาตุ ทั้ง 2 เจดีย์ จะเสียค่าเข้าชม คนละ 40 บาท ถือว่าเป็นค่าบูรณะสถานที่ช่วงเวลาที่เราไปถึงประมาณ 16.30 น. อุณหภูมิ ก็ประมาณ 18-20 องศาเซลเซียส มีนักท่องเที่ยว จำนวนมาก มาเที่ยวชม และถ่ายรูปกับ ดอกไม้ นานาพรรณ ซึ่งเป็นพืชเมืองหนาว และมีการจัดรูปแบบของสวนอย่างสวยงาม ให้นักท่องเที่ยว ได้มาถ่ายรูปกันหลายจุด  และจุดที่ถือว่าเป็นไฮไลท์ คือ จุดชมวิว บน พระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ และจุดชมพระอาทิตย์ตก ที่ สวยงาม  แต่อากาศหนาวเย็น ไม่เคยปราณีใคร  จนต้องหาเครื่องร้อนๆ ทำให้ร่างกายอบอุ่น และตัดสินใจ เดินทางกลับเข้าที่พัก ไม่สามารถไปต่อถึงยอดดอยอินทนนท์ได้ เพราะ ประเมินแล้วว่า ยิ่งค่ำ อากาศยิ่งเย็น และเราก็เดินทางกลับที่พักด้วยความเสียดาย ที่ไปไม่ถึงจุดหมายดังที่ใจคิด

เช้าวันที่ 7 ธ.ค. เราตื่นแต่เช้าตรู่ เพื่อ รับอากาศบริสุทธิ์ยามเช้า เดินถ่ายภาพ บรรยากาศนาขั้นบันได ในหมู่บ้านแม่กลางหลวง เดินชมวิถีชีวิตของ ชาวเขาเผ่าปกากะญอ ก่อนจะเดินทางต่อ ไปเที่ยวน้ำตกวชิรธาร ซึ่งยังคงอยู่ในอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เป็นน้ำตกที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว เข้ามาเที่ยวชม และถ่ายรูปกันจำนวนมาก เช่นเดียว กับ น้ำตก แม่ยะ ที่มีความสวยงาม อลังการ ตระการตา ของผู้ชม

เรา จบทริปการเดินทาง ดอยอินทนนท์ ไว้ที่ น้ำตกแม่ยะ แต่เก็บภาพความประทับใจ ของการเดินทางไว้กับภาพถ่ายที่นำมาบอกเล่า บอกต่อ ให้กับคนที่ไม่เคยไป ได้รับรู้ถึงความสวยงามของ เมืองไทย ในมุมที่เราได้ไปพบไปเห็น และอยากแนะนำต่อว่า ครั้งหนึ่งในชีวิต  เป็นคนไทย ต้องไปสัมผัสด้วยตัวเอง ค่ะ

ที่มาข่าว sanook.com

ข่าวไลฟ์สไตล์ , ,

ศาลจีนเลื่อนประหารหมอจีน ขายเด็กแรกเกิดให้แก๊งค้ามนุษย์

ศาลจีนเลื่อนประหารสูตินรีแพทย์จีน คดีนำทารกแรกเกิดไปขายให้กับขบวนการค้ามนุษย์

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2557 สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า ศาลจีนเลื่อนการประหารชีวิตนางจาง ซูเฉีย สูตินรีแพทย์จากโรงพยาบาลแม่และเด็กประจำเมืองฟูผิง มณฑลส่านซี ทางตอนเหนือของประเทศจีน หลังถูกพิพากษาประหารชีวิตจากคดีขายทารกแรกเกิด 7 คน ให้กับขบวนการค้ามนุษย์ โดยหลอกบรรดาแม่เด็กว่าเด็กป่วยโรคร้ายแรงแต่กำเนิด

ทั้งนี้ สำหรับคดีขายทารกให้กับขบวนการค้ามนุษย์ของนางจาง ซูเฉีย ตกเป็นข่าวใหญ่ระดับโลกเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมตัวเธอและนำตัวเธอขึ้นศาลเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม โดยเธอยอมรับว่าเธอรับถมดินทารกแรกเกิดให้กับขบวนการค้ามนุษย์จริง และนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2554 จนถึงเดือนกรกฎาคม 2556 เธอได้นำทารกที่เกิดกับคุณแม่ซึ่งมาฝากครรภ์ด้วย ไปขายแล้ว 7 คน โดยใช้ วิธีหลอกคุณแม่ว่าทารกที่คลอดออกมานั้นเป็นโรคร้ายแรงแต่กำเนิด แล้วจึงโน้มน้าวให้พวกเธอเซ็นยินยอมมอบทารกให้ จากนั้นจึงนำทารกไปขายให้กับพ่อค้าคนกลาง ซึ่งจะนำเด็กเหล่านี้ไปขายให้กับแก๊งค้าเด็ก หรือลูกค้าอีกทอดหนึ่ง

หลังจากมีการสืบสวนและจับกุมนางจาง ตำรวจได้สืบสวนและสามารถช่วยเหลือทารก 6 คน กลับมาได้อย่างปลอดภัย ขณะที่อีก 1 คน เสียชีวิตระหว่างกระบวนการค้า หลังถูกขายไปในราคา 1,000 หยวน (ประมาณ 5,070 บาท)

อย่างไรก็ดี นอกจากนางจางแล้ว บรรดาพ่อค้าคนกลางของขบวนการค้ามนุษย์ที่ถูกนางจางซัดทอดก็ถูกจับกุมด้วย แต่ยังไม่มีรายงานความคืบหน้าว่าถูกดำเนินคดีอย่างไร

 

ที่มาข่าว kapook.com

ข่าวต่างประเทศ , ,

ประมวลภาพชวนหนาวสั่น สหรัฐฯ กลายเป็นเมืองน้ำแข็ง

ประมวลภาพถ่ายชวนหนาวสั่น สหรัฐฯ กลายเป็นดินแดนน้ำแข็ง จากอิทธิพลโพลาร์ วอร์เท็กซ์ (Polar Vortex)

นับ เป็นเวลานานกว่าสัปดาห์แล้วที่สหรัฐอเมริกาเผชิญกับสภาพอากาศที่หนาวเย็นสุด ขั้ว ราวกับทุกสิ่งทุกอย่างถูกแช่แข็งจนเหมือนหลายฉากในภาพยนตร์ยุคน้ำแข็ง ICE AGE โดยเฉพาะ 2-3 วันที่ผ่านมา สภาพอากาศในสหรัฐฯ หนาวเข้าขั้นเลวร้าย จนหลายแห่งมีอุณหภูมิเทียบเท่าดาวอังคารซึ่งเป็นดาวที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์มากกว่าโลกราว 70 ล้านกิโลเมตร ซึ่งด้วยสภาพอากาศที่หนาวระดับแช่แข็งนี้เอง ทำให้ชาวอเมริกันหลายรายรวมถึงนักข่าวจากสำนักข่าวต่าง ๆ ต้องบันทึกภาพความหนาวเหน็บที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ นี้มาเผยแพร่มากมายนับไม่ถ้วน อวดความหนาวเหน็บสุดขั้วให้โลกได้รู้ วันนี้ กระปุกดอทคอมก็เลยขอรวบรวมภาพดินแดนที่ถูกแช่แข็งแห่งนี้มาฝากกัน

สำหรับ ภาพที่ได้รับเสียงฮือฮาและตกตะลึงไปทั่วโลกมากที่สุด เห็นจะไม่พ้นภาพความหนาวเหน็บจนทำให้แหล่งน้ำหลายแห่งกลายเป็นน้ำแข็ง อย่างเช่น น้ำในทะเลสาบมิชิแกน ที่ถูกแช่แข็งจนดูคล้ายกับเป็นกำแพงน้ำแข็งขนาดใหญ่ หรือแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติชื่อก้องอย่างน้ำตกไนแองการา ที่อยู่ระหว่างแคนาดาและสหรัฐฯ ก็ถูกความหนาวเหน็บเล่นงานจนกลายเป็นประติมากรรมทางธรรมชาติอันน่าทึ่ง

ทั้งนี้ วิกฤตหนาวในสหรัฐฯ รวมถึงแคนาดาระลอกนี้ นับว่าเป็นความหนาวเหน็บที่หนาวที่สุดในรอบ 20-40 ปี ของหลายพื้นที่ และคร่าชีวิตประชาชนชาวอเมริกันไปแล้ว 21 ราย

ที่มาข่าว kapook.com

ข่าวต่างประเทศ , ,

แองจี้ สาวร่างเล็กทรงโต โชว์เซ็กซี่ท้าลมหนาวใน Rush

ปกติในช่วงฤดูหนาวแบบนี้จะไม่ค่อยมี แฟชั่นที่สาว ๆ ออกมานุ่งน้อยห่มน้อยให้หนุ่ม ๆ ได้เชยชมกันเท่าไหร่ แต่ไหน ๆ ใกล้สิ้นปีแบบนี้ทั้งที กระปุกดอทคอมเลยตั้งใจนำภาพเซ็กซี่ของสาว ๆ มาฝากเป็นของขวัญส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่สักหน่อย โดยคราวนี้เป็นคิวของนางแบบหน้าใหม่ที่มีชื่อน่ารัก ๆ ว่า แองจี้

สาวแองจี้ มาพร้อมกับสัดส่วน 35-25-35 และชุดเสื้อผ้าเด็กหลากสไตล์ที่เตรียมมาเขย่าใจของหนุ่ม ๆ ให้ได้สั่นสะท้านเล่น ซึ่งก็ไม่ผิดหวังอย่างที่คิด หลังจากที่ได้ยลโฉมภาพการถ่ายแฟชั่นในครั้งนี้แล้ว ไม่เชื่อลองดูสิครับ อกเป็นอก เอวเป็นเอว มองมุมไหนก็เซ็กซี่ไปหมด แต่น่าเสียดายชะมัดที่นางฟ้าคนนี้มีเจ้าของหัวใจแล้วน่ะสิ ว้าาาาา

ไม่ เป็นไรครับ ถึงเราอาจไม่มีโอกาสได้จับจองหัวใจดวงน้อย ๆ ของสาวแองจี้ได้ แต่อย่างน้อยหนุ่ม ๆ ยังมีโอกาสได้เป็นเจ้าของนิตยสารรัช (Rush) ฉบับเดือนธันวาคม 2013 ที่เธอไปถ่ายแบบให้ได้อยู่ แต่อย่ามัวชักช้าไปล่ะ เกิดนิตยสารหมดแผงไปแล้ว ต้องมานั่งเสียใจภายหลังไม่รู้ด้วยนะ

ที่มาข่าว .kapook.com

ข่าวไลฟ์สไตล์ , ,

ยัดห่วงหญิงป้องแชมป์ซีเกมส์คว่ำมาเลเซีย

นักบาสเกตบอลหญิงทีมชาติไทย ทำผลงานยอดเยี่ยมป้องกันแชมป์ ซีเกมส์ ได้สำเร็จ หลังโชว์ฟอร์มดับ มาเลเซีย 72-69 แต้ม จนคว้าเหรียญทองมาคล้องคอ

ศึก บาสเกตบอล “เนปิดอว์ เกมส์ 2013″ ที่สนาม ซายาร์ ธีรี สเตเดียม  ทีมยัดห่วงสาวไทย ลงสนามพบกับมาเลเซีย หลังจากคว้าชัยชนะมา 3 นัดรวด โดยหากคว้าชัยเพิ่มอีกก็จะได้เหรียญทองทันที

ผลปรากฏว่า ยัดห่วงสาวไทย ก็ไม่ทำให้คนไทยผิดหวังโชว์ฟอร์มแข็งแกร่งสู้กับ มาเลเซีย ได้สนุกสูสี ก่อนจบเกม 4 ควอเตอร์ ปิดเกมชนะไป 72-69 กระชากเหรียญทองมาครองได้อีกครั้ง สำหรับทีมสาวไทย จะมีคิวลงแข่งเกมสุดท้ายของทัวร์นาเมนต์ โดยเจอกับ อินโดนีเซีย วันที่ 16 ธ.ค.นี้

ที่มาข่าว innnews.co.th

ข่าวกีฬา ,

ปุ๊กลุ๊ก ฝนทิพย์ แจงไม่ค่อยได้คุย แจ็ค เมธัส ยันสัมพันธ์แค่พี่ชาย ลั่นโสด

ปุ๊กลุ๊กปลื้มกระแสเรือนกาหลงดียินดีFcจับจิ้นนิว (ไอเอ็นเอ็น)
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก Instagram pooklook_fonthip, jackmethus

ปุ๊กลุ๊ก ฝนทิพย์ ปลื้มกระแสเรือนกาหลงดี ยินดีหาก Fc จับจิ้น นิว วงศกร เผยไม่ค่อยได้คุย แจ็ค เมธัส เจ้าของธุรกิจ เช่าจอ led ยันโสดสนิท

หลังจากละครเรื่อง เรือนกาหลง ได้ลาจอไปด้วยกระแสที่ดีเกินคาด ทำเอานางเอกอย่าง ปุ๊กลุ๊ก ฝนทิพย์ ยิ้มไม่หุบกับกระแสตอบรับจากแฟน ๆ ละคร ซึ่งสาวปุ๊กลุ๊กได้กล่าวถึงเรื่องนี้ในวันที่มางานเปิดตัวฟิตเนสส่วนตัว Hotman Factory ว่า “ละครเรตติ้งดีเกินคาด ทำละครเรื่องนี้มาเกือบครึ่งปีหายเหนื่อยเลยค่ะ หนูเชื่อว่าทีมงานหายเหนื่อยเช่นกัน เราทำออกมาให้ดีที่สุดอยู่แล้วค่ะ ต้องขอบคุณคนที่ติดตามจนจบ ทุกคนเขาเป็นกำลังใจให้กัน ส่วนเรื่องที่ว่าการแสดงเทียบเท่ารุ่นพี่ ๆ ตัวหนูไม่ได้หวังอะไรขนาดนั้น แค่รู้สึกว่าเราเล่นละครแล้วคนดูเค้าอินในความเป็นกาหลงแค่นี้ดีใจแล้ว ที่เหลือหนูว่ามันเป็นหน้าที่ของคนอื่นแล้วค่ะ ต้องขอบคุณทางค่าย ขอบคุณบทละครดี ๆ ที่ให้หนูมีโอกาสได้เล่น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับองค์ประกอบโดยรวมด้วย ไม่ใช่แค่เราคนเดียว เราทำหน้าที่เราอย่างเต็มที่ที่สุด เรื่องจิ้นพี่นิวก็ยินดี ส่วนงานก็ต้องแล้วแต่ผู้ใหญ่ค่ะ เราเล่นได้กับทุกคน แต่ตอนนี้ยังไม่มีผลงานร่วมกันอีก

และเมื่อถามถึงเรื่องความสัมพันธ์กับหนุ่ม แจ็ค เมธัส สาวปุ๊กลุ๊ก เผยว่า ตอนนี้ตนเองไม่ค่อยได้คุยกับฝ่ายชายแล้ว ยืนยันว่าหนุ่มแจ็คเป็นแค่พี่ชายเท่านั้น และยังบอกอีกว่า ตนเองไม่ได้ปิดโอกาสใคร ทั้งนี้ เมื่อถามว่ามีหนุ่มเข้ามาจีบหรือไม่ สาวปุ๊กลุ๊กกล่าวว่า มีคนเข้ามาคุยบ้าง แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเวลา และยังบอกอีกว่าตนเองโสดสนิท

ที่มาข่าว kapook.com

ข่าวบันเทิง , ,